ขมิ้นชัน กินตามเข็มนาฬิกา ช่วยรักษาสมดุลร่างกาย

ขมิ้นชัน กินตามเข็มนาฬิกา ช่วยรักษาสมดุลร่างกาย

ขมิ้นชัน พืชสมุนไพรพื้นบ้าน ที่ประโยชน์มากมายมหาศาล มีสีเหลืองเข้มและกลิ่นหอมอ่อน ๆ นอกจากประโยชน์และคุณค่าทางโภชนาการแล้ว ขมิ้นชันยังเป็นที่รู้จักในวงการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ด้วยสรรพคุณที่โดดเด่นในการรักษาโรคต่าง ๆ ซึ่งมีข้อปลีกย่อยในการกินทั้งในเรื่องของเวลาและปริมาณ โดยมีคำแนะนำให้กินขมิ้นชันตามเข็มนาฬิกา เพื่อช่วยรักษาสมดุลให้กับร่างกาย แต่จะกินอย่างไรเมื่อไรถึงจะมีประสิทธิภาพ วันนี้เรามีข้อมูลดี ๆ มาแนะนำ

ขมิ้นชัน อุดมไปด้วยวิตามิน เอ และ ซี ที่สำคัญคือสารคูเคอร์มิน (Curcumin) ที่ช่วยลดการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันในร่างกาย เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ลดการสะสมไขมันที่ตับ และช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง นอกจากนี้ ขมิ้นชันยังมีสรรพคุณในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย รักษาอาการกรดไหลย้อน รักษาแผลในกระเพาะอาหาร ลำไส้ และระบบย่อยอาหาร บรรเทาอาการท้องเสีย แน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ อย่างได้ผลดี

ส่วนทฤษฎีนาฬิกาชีวิตที่ตำราแพทย์แผนจีนพูดถึงนั้น มีหลักการที่สัมพันธ์กับการทำงานของอวันวะภายในร่างกายของมนุษย์ โดยเชื่อว่าตลอด 24 ชม.จะมีการไหลเวียนของพลังงานชีวิตไปตามอวัยวะต่าง ๆ สลับกันไปทุก ๆ 2 ชั่วโมง ได้แก่ หัวใจ เยื่อหุ้มหัวใจ ปอด ม้าม ตับ ไต กระเพาะอาหาร ถุงน้ำดี ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก และกระเพาะปัสสาวะ เป็นต้น

ช่วงเวลา ตี 1 ถึง ตี 3 ลมปราณจะโคจรไปที่ตับ ช่วงเวลา ตี 3 ถึง ตี 5 เป็นช่วงเวลาที่ลมปราณโคจรไปที่ปอดจากนั้นอีก 2 ชั่วโมงก็จะไปที่ลำไส้ใหญ่ และโคจรไปตามอวัยวะอื่น ๆ อย่างต่อเนื่องเช่น กระเพาะอาหาร, ม้าม, หัวใจ, ลำไส้เล็ก, กระเพาะปัสสาวะ,ไต, เยื้อหุ้มหัวใจ, ซานเจียว (ไฟธาตุทั้งสาม),และถุงน้ำดีตามลำดับ, หากต้องการใช้ขมิ้นชันเพื่อการรักษาและฟื้นฟูระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ควรนำทฤษฏีนาฬิกาชีวิตมาปรับใช้ในการกินขมิ้นชันดังนี้

หากกินขมิ้นในระหว่างเวลา ตี 3 ไปจนถึงตี 5 จะช่วยบำรุงปอด แก้โรคภูมิแพ้ และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันเวลา, ตี 5 ถึง 7 โมงเช้า ลมปราณโคจรไปที่ลำไส้ใหญ่ ขมิ้นชันจะช่วยให้ปลายประสาทของลำไส้ใหญ่ได้รับการฟื้นฟู ช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น, เวลา 7 โมง ไปจนถึง 9โมงเช้า ขมิ้นชันจะช่วยลดอาการท้องอืด แน่นท้อง และช่วยรักษาาอาการอักแสบจากแผลในกระเพาะอาหารได้ เวลา 9 โมงเช้า ถึง 11 โมง ลมปราณโคจรไปที่ม้าม ขมิ้นชันจะเข้าไปช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน บำรุงม้ามให้แข็งแรง, หากกินขมิ้นชันเวลา 11โมง ถึงเวลาบ่ายโมง ลมปราณโคจรไปที่หัวใจ และอวัยวะใกล้เคียงเช่น ตับ และปอดก็จะได้รับการฟื้นฟูด้วย, การกินขมิ้นชันเวลาบ่ายโมงถึงบ่ายสามโมง ช่วยลดการเกิดแก๊สในลำไส้เล็ก ลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อได้, ในเวลาบ่าย 3 ถึง 5 โมงเย็น ลมปราณจะโคจรไปที่กระเพาะปัสสาวะ กินขมิ้นชันในช่วงเวลานี้ จะช่วยลดอาการตกขาว ทำให้หูรูดแข็งแรงและบำรุงกระเพาะปัสสาวะ

ดังนั้นการปรับใช้ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน จะช่วยให้เกิดสมดุลในร่างกายอย่างแท้จริง ช่วยให้การดำเนินชีวิตราบรื่นด้วยการมีสุขภาพดี และมีอายุยืนยาวต่อไปได้

Smart Watch ผู้ช่วยตัวจริงของคนรักสุขภาพ

Smart Watch ผู้ช่วยตัวจริงของคนรักสุขภาพ

หนึ่งในอุปกรณ์ดูแลสุขภาพที่ผู้คนนิยมเลือกใช้ประจำตัวจนกลายเป็นเสมือนแฟชั่นยุคใหม่ไปแล้ว ก็คือ “Smart Watch” นาฬิกาสุขภาพ ที่มีให้เลือกหลายสไตล์ หลายระดับราคา และฟังก์ชันการใช้งานที่แตกต่างกัน เลือกได้ทั้งรูปลักษณ์ที่เป็นนาฬิกาและเป็นแบบสายรัดข้อมือ

เปิดฟังก์ชันการดูแลสุขภาพของ Smart Watch

นาฬิกาสุขภาพ หรือ Smart Watch นี้จะมีฟังก์ชันการทำงานหลายอย่างที่ช่วยในการดูแลสุขภาพได้อย่างดี โดยเฉพาะการนับจำนวนก้าวเดินในแต่ละวัน ซึ่งเป็นฟังก์ชันสุดฮิตที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนรักสุขภาพที่มักจะพยายามเดินให้ได้ถึง 10,000 ก้าวต่อวัน ตามคำแนะนำทางการแพทย์เพื่อให้มีสุขภาพที่ดี, ฟังก์ชันตรวจวัดปริมาณการเผาผลาญแคลอรี่ , ตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจ, วัดการนอนหลับพักผ่อนในแต่ละวัน และบางรุ่นของ Smart Watch จะมีฟังก์ชันวัดความดันโลหิตให้ด้วย

ข้อมูลสุขภาพของผู้สวมใส่นาฬิกา Smart Watch เหล่านี้จะเชื่อมต่อไปยังแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือด้วยระบบบลูทูธ เพื่อให้สามารถเก็บข้อมูลไว้เป็นสถิติเพื่อแปรผลเป็นข้อมูลพื้นฐานช่วยในการวินิจฉัยเพื่อรักษาโรคประจำตัวได้

เหตุผลที่ผู้คนหันมานิยมใช้ Smart Watch

Smart Watch เป็นหนึ่งสินค้าที่อยู่ในกลุ่ม Wearable Device ที่กำลังมาแรงในยุคดิจิทัล อุปกรณ์ในกลุ่มนี้จะใช้ระบบ “IoT” หรือ Internet of Thing ซึ่งหลายคนเรียกว่าระบบ อินเทอร์เน็ตเพื่อสรรพสิ่ง เป็นพื้นฐานการทำงานที่สำคัญ ซึ่งช่วยให้การใช้ชีวิตของคนยุคปัจจุบันมีความสะดวกสบายขึ้น และเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนสุขภาพมาก ด้วยความที่ Smart Watch เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ง่ายและสามารถใช้แทนนาฬิกาได้ จึงทำให้ผู้คนคุ้นเคยกับอุปกรณ์ Wearable Device ตัวนี้ได้ง่ายกว่า นั่นจึงทำให้ Smart Watch กลายเป็นตัวช่วยหลักของคนรักสุขภาพไปแล้ว ด้วยประโยชน์ที่โดดเด่นของ Smart Watch ต่อไปนี้

เหตุผลที่ผู้คนหันมานิยมใช้ Smart Watch

  • สามารถเก็บข้อมูลการออกกำลังกายไว้เป็นสถิติ ซึ่งจะช่วยเพิ่มแรงกระตุ้นในการออกกำลังกายหรือการดูแลสุขภาพให้ดีขึ้นไปเรื่อย ๆ อาทิ สถิติการวิ่งที่เคยทำไว้ในแต่ละวันหรือแต่ละสัปดาห์ จะเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการขยายเวลาหรือระยะทางให้เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ เป็นพัฒนาการการออกกำลังกายของตัวเอง จนทำให้มีสุขภาพดี ลดการเจ็บป่วยลงได้ในที่สุด
  • เป็นระบบที่สามารถใช้ จีพีเอส ติดตามได้ โดยเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ ฟังก์ชั่นแบบนี้จะช่วยในการติดตามพิกัดตำแหน่งของผู้สวมใส่นาฬิกาได้ตลอดเวลาจึงนิยมใช้กับเด็กหรือ ผู้สูงวัย ที่มีโอกาสพลัดหลงได้ง่าย
  • การเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือผ่านระบบบลูทูธ ทำให้สามารถตั้งการแจ้งเตือนกรณีมีข้อความ, อีเมล หรือมีโทรศัพท์เข้ามา โดยไม่ต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ฟังก์ชันนี้นอกจากจะเพิ่มความสะดวกแล้ว ยังทำให้คนที่กำลังขับรถปลอดภัยมากขึ้นด้วย

ราคาของนาฬิกา Smart Watch มีตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักหมื่น และกำลังเป็นผู้นำในแฟชั่นนาฬิกายุคปัจจุบัน เพราะ Smart Watch นอกจากเป็นนาฬิกาที่สวยงาม บางยี่ห้อก็สามารถทำให้ปรับรูปโฉมหน้าปัดได้ตามความชอบแล้ว ก็ยังเป็นตัวช่วยหลักในการดูแลสุขภาพให้กับคนยุคใหม่ด้วย

เทคนิคการดูแลสุขภาพในช่วงฤดูหนาว

เทคนิคการดูแลสุขภาพในช่วงฤดูหนาว

ในช่วงปลายปี เกือบทุกภาคของประเทศไทยจะมีสภาพอากาศเย็นกว่าปกติ ประกอบกับมีคนสูงอายุมากขึ้นในสังคมไทย เราจึงต้องช่วยกันศึกษาเทคนิคการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม เพื่อให้ทุกครอบครัวมีสุขภาพดีร่วมกันดังนี้

ดูแลสุขภาพช่วงหน้าหนาวอย่างไร

เลือกเนื้อผ้าที่หนา ในช่วงฤดูหนาวต้องมีการสวมใส่เสื้อผ้าที่แขนยาวและทอด้วยเส้นใหญ่ที่หนาและชิดกว่าปกติ อาจจะต้องใส่ถุงมือและถุงเท้ารวมถึงใช้ผ้าพันคอที่มีเนื้อผ้าอุ่นสบายด้วย จะทำให้รักษาอุณหภูมิร่างกายได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเวลาก่อนนอนควรใส่ถุงเท้านอนด้วยตามหลักแพทย์แผนจีน เพื่อไม่ให้เป็นหวัดและเป็นไข้ตามมาได้ง่าย ๆ

รับประทานอาหารที่เหมาะสม ในช่วงฤดูหนาว เราจะต้องเสริมการรับประทานอาหารที่มีฤทธิ์ร้อน เช่น น้ำขิง น้ำมะตูม บ่อยขึ้น หรือทำเมนูอาหารที่มีน้ำซุปอุ่น ๆ รับประทานคู่กัน เช่น ข้าวมันไก่ แนะนำให้ทำน้ำซุปที่ผสมเครื่องยาแบบจีนรับประทานแบบร้อน ๆ ก็จะช่วยให้ได้รับประโยชน์มากขึ้น ทั้งนี้ต้องไม่ลืมหลักโภชนาการ คือการรับประทานสารอาหารให้ครบ 5 หมู่เป็นประจำ และเสริมวิตามินซีจากผลไม้ เช่น ฝรั่งหรือส้มด้วย ก็จะทำให้ลดโอกาสติดเชื้อโรคได้

หมั่นออกกำลังกายเสมอ การออกกำลังกายในช่วงฤดูหนาวนั้น เป็นเรื่องยากของคนส่วนใหญ่ เพราะอากาศที่เย็นทำให้อยากนอนนานยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้องรักษาระเบียบวินัยให้กับตัวเอง โดยการตื่นออกกำลังกายในช่วงเช้าเป็นประจำ จะทำให้ระบบภูมิต้านทานและฮอร์โมนทำงานได้อย่างสมดุล เสริมความแข็งแรง ทำให้สุขภาพดีได้อย่างยั่งยืน

อาบน้ำอุ่นและเปลี่ยนเวลาอาบน้ำ ควรเลือกที่จะอาบในช่วงเวลาสายแทนการอาบตอนค่ำ เพื่อให้ลดความเสี่ยงของการเป็นหวัด นอกจากนี้ควรอาจจะใช้น้ำต้มสุกผสมเพื่อให้มีความร้อนเพิ่มขึ้น หรือปรับอุณหภูมิของเครื่องทำน้ำอุ่นให้ให้สูงขึ้นเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ต้องระมัดระวังปัญหาผิวแห้งที่จะตามมาด้วย โดยสามารถทาน้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะกอกที่มีวิตามินอี โลชั่นบำรุงผิว เพื่อช่วยในการบำรุงผิวและลดปัญหาผิวแห้งคันในช่วงฤดูหนาวได้ด้วย

งดการดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มแอลกอฮอล์จะมีฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดขยาย แม้จะทำให้รู้สึกอบอุ่นในช่วงแรก แต่หลังจากนั้นจะทำให้ร่างกายขาดน้ำและอุณหภูมิภายในลดต่ำลง สูญเสียความอบอุ่นไป จึงเห็นเป็นข่าวว่ามีหลายรายเสียชีวิตจากอาการช็อกหมดสติ และหากนั่งอยู่ข้างเตาผิงก็อาจจะทำให้ถูกไฟคลอกได้ด้วย ดังนั้นเปลี่ยนจากการดื่มแอลกอฮอล์เป็นหาอะไรทำอยู่ที่บ้านจะดีกว่า เช่น การติดตามสถิติบอลใน ผลบอลสด 888 ผ่านเว็บบอล หรือหาอะไรดูชิลล์ๆที่มีอรรถรสจะช่วยให้ผ่อนคลายจากหน้าหนาวได้มากกว่า

การดูแลสุขภาพในช่วงฤดูหนาวนั้น ต้องใส่ใจทั้งองค์ประกอบภายในและภายนอก เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกคนเข้าใจหลักการดูแลสุขภาพของตัวเองและคนรอบข้างในช่วงอากาศเย็นจัดดียิ่งขึ้น

ดูแลสุขภาพช่วงหน้าหนาวอย่างไร

โรคกรดไหลย้อนป้องกันได้ แค่รู้วิธี

โรคกรดไหลย้อนป้องกันได้ แค่รู้วิธี

โรคกรดไหลย้อนเป็นหนึ่งในโรคไม่ติดต่อที่คนไทยเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนใหญ่เกิดเนื่องจากพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ทำให้มีอาการแสบร้อนในช่องอก เรอเหม็นเปรี้ยว แน่นท้อง ฯลฯ ซึ่งทำให้รู้สึกไม่สบายตัวและอาจทำให้อาการลุกลามถึงการเป็นแผลในหลอดอาหารหรือกล่องเสียงได้

วิธีป้องกันตัวเอง ให้ห่างไกลจากโรคกรดไหลย้อน

1. ไม่รับประทานอาหารเผ็ด

อาหารที่มีส่วนผสมจากพริกชนิดต่าง ๆ หรือน้ำส้มปรุงรสในแกงที่เข้มข้น เมื่อรับประทานเข้าไปจะกระตุ้นให้เซลล์ในกระเพาะหลั่งกรดออกมามากขึ้น ทำให้เสี่ยงต่อปัญหากรดไหลผ่านหูรูดเหนือกระเพาะขึ้นไปทำลายหลอดอาหาร ทำให้แสบร้อนในลำคอง่าย ทางที่ดี คือ การงดรับประทานอาการรสเผ็ด เปลี่ยนมาบริโภคอาหารรสกลมกล่อมจะดีต่อสุขภาพมากกว่า

2. รับประทานไม่อิ่มเกินไป

การบริโภคอาหารครั้งละมาก ๆ จะทำให้มีปริมาณโปรตีน เส้นใย ไขมัน แป้ง ฯลฯ อัดแน่นในกระเพาะอาหารมากเกินไปในแต่ละมื้อ จึงเกิดการดันตัวขึ้นไปในหลอดอาหารได้ วิธีการจัดการที่ดี คือ ปรับปริมาณการรับประทานในแต่ละมื้อลง รับประทานเพียงให้รู้สึกพออิ่ม และอาจเพิ่มมื้อย่อยเป็น 4-5 มื้อแทนมื้อใหญ่ 3 ครั้งอย่างที่ผ่านมา อาการโรคกรดไหลย้อนจะไม่ถามหาอีกต่อไป

3. รับประทานแล้วห้ามนอนทันที

การรับประทานแล้วนอนต่อทันที ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดเหนือกระเพาะไม่สามารถปิดกั้นอาหารได้สนิท จึงมีอาการแสบร้อนในลำคอตามมาได้ง่าย ควรปรับเวลาการรับประทานโดยเฉพาะมื้อเย็นให้ห่างจากเวลาเข้านอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง และควรนอนหมอนหนุนสูงเป็นประจำด้วย

4. ควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วน

ภาวะอ้วนมีความสัมพันธ์กับโรคกรดไหลย้อนอย่างมาก จากการเก็บสถิติขององค์กรด้านสุขภาพ พบว่าคนอ้วนมีอาการไม่สบายตัวจากโรคกรดไหลย้อนบ่อยกว่าคนที่น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ ดังนั้น การควบคุมน้ำหนักตัวด้วยการจำกัดอาหารและออกกำลังกายสม่ำเสมอ จึงจะทำให้คุณสุขภาพดีและห่างไกลโรคกรดไหลย้อนได้

5. ไม่สูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์

การสูบบุหรี่จะทำให้ร่างกายผลิตกรดในกระเพาะมากกว่าเดิม ส่วนการดื่มแอลกอฮอล์ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดเหนือกระเพาะอาหารหย่อนตัวลงมากกว่าปกติ ดังนั้น การควบคุมกิจกรรมเข้าสังคมให้น้อยลง เพื่อลดความจำเป็นในการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ จึงจะมีผลดีต่อการทำงานของระบบกระเพาะอาหาร

จากที่กล่าวมา คงเห็นแล้วว่าการดูแลตัวเองเรื่องการบริโภคอาหารอย่างเหมาะสมเกี่ยวข้องโดยตรงกับภาวะโรคกรดไหลย้อน เราหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ให้ทุกท่านดูแลสุขภาพตัวเองให้ห่างไกลจากโรคนี้ได้ดีขึ้น

โรคกรดไหลย้อนป้องกันได้ แค่รู้วิธี

เรื่องเล่าของกระเทียม มีประโยชน์อย่างไร

เรื่องเล่าของกระเทียม มีประโยชน์อย่างไร

กระเทียม เป็นทั้งสมุนไพรและเครื่องเทศมีสรรพคุณหลากหลายอย่างนำมาปรุงอาหารได้หลายประเภท อาทิเช่น ทำน้ำพริก ,ทำเครื่องแกง , แต่งกลิ่นอาหาร หรือจะเจียวให้สุกกรอบโรยหน้าอาหาร เป็นต้น แต่เจ้ากระเทียมไม่มี มีสรรพคุณแค่นำมาปรุงอาหารได้อย่างเดียวแต่ยังสามารถนำมาเป็นสมุนไพรช่วยบรรเทารักษาโรคได้อีกต่างหากด้วย

บรรเทาโรคด้วยสมุนไพรจากกระเทียม ประโยชน์ของกระเทียมนั้นเยอะมาก เช่น กระเทียมสดสามารถนำมารักษาโรคผิวหนัง กลาก เกลื้อน , โรคกระเพาะ, ขับพยาธิ, โรคหืดหอบ, ลดความดันโลหิตสูง และ ช่วยลดไขมันในเลือด

ทั้งนี้กระเทียมยังสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคหัวใจได้อีกด้วย ขอยกตัวอย่างเรื่องหนึ่งซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นจริง ที่ไม่ได้แต่งขึ้นแต่ประการใด มีผู้ป่วยรายหนึ่งได้ป่วยเป็นโรคหัวใจเนื่องจากเส้นเลือดหัวใจตีบเลือดไม่สามารถไปเลี้ยงหัวใจได้ อาการเริ่มแรกของผู้ป่วยรายนี้เองแทบไม่มีอาการใดๆบ่งชี้ว่าจะเป็นโรคหัวใจ ก็ยังคงเล่นกีฬาออกกำลังทุกวัน กินอาหารตามปกติที่เคยชินเรียกง่ายๆว่าใช้ชีวิตเหมือนปกติทุกอย่าง จนมีอยู่วันหนึ่งผู้ป่วยรายนี้เริ่มมีอาการเจ็บหน้าอก มือจะจับหน้าอกอยู่ตลอดเวลาเดินตัวงอเจ็บจนต้องร้องบอกว่าเจ็บเหมือนมีอะไรมาทับที่หน้าอก จนอาการเริ่มไม่ค่อยสู้ดีนักสุดท้ายทนไม่ไหวเลยต้องรีบนำตัวพาไปส่งโรงพยาบาล เมื่อไปถึงโรงพยาบาลผู้ป่วยก็ถูกเข็นตัวเข้าห้องฉุกเฉินโดยทันทีเวลาผ่านไปสักพักหนึ่ง หมอเดินออกมาแจ้งกับทางญาติของผู้ป่วยว่าคุณโชคดีมากที่ญาติพาผู้ป่วยมาได้ทันเวลา หากว่ามาช้ากว่านี้อีกเพียง 30 นาทีผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้ทันที เพราะอาการของผู้ป่วยตอนนี้คือเส้นเลือดหัวใจทั้ง 3 เส้นตีบหรือตันหมดแล้วเลือดไม่สามารถไหลผ่านเข้าสู่หัวใจได้ โชคดีมากที่ยังเหลืออีกหนึ่งเส้นและต้องทำการผ่าตัดเพื่อทำบอลลูนหัวใจโดยด่วน แต่หมอแจ้งว่าครั้งนี้สามารถทำบอลลูนได้เพียงสองเส้น อีกหนึ่งเส้นต้องกลับมาทำใหม่อีกครั้งในเดือนถัดไป และต้องทานยาโรคหัวใจไปตลอดชีวิต

เมื่อผู้ป่วยได้ออกจากโรงพยาบาลมารักษาตัวที่บ้าน ทางครอบครัวของผู้ป่วยก็หาวิธีที่จะช่วยบรรเทาอาการเพื่ออยากให้ผู้ป่วยดีขึ้น ครอบครัวของผู้ป่วยบังเอิญได้ไปอ่านเจอบทความของสรรพคุณของกระเทียมและพบว่ามันสามารถช่วยบรรเทารักษาโรคหัวใจได้ ก็เลยลองนำกระเทียมสดมาปั่นรวมกับน้ำผักให้ผู้ป่วยดื่ม ให้ดื่มทุกวันเช้าเย็นไปจนถึงเวลาที่ผู้ป่วยใกล้จะไปทำบอลลูนหัวใจรอบสองตามที่หมอนัด เมื่อพบหมอเพื่อทำการตรวจร่างกายก่อนเข้าผ่าตัดผลสรุปคือหมอแจ้งกับผู้ป่วยรายนั้นว่าไม่ต้องทำบอลลูนแล้วเพราะตอนนี้เส้นเลือดขยายเป็นปกติแล้ว นับเป็นเรื่องที่น่ามหัศจรรย์มากสำหรับสรรพคุณของกระเทียม

กระเทียม มีประโยชน์อย่างไร